CQI ERKKH SAFE-ALLERGY ER Model oral presentation ชนะเลิศอันดับที่ 3

“การพัฒนาระบบความปลอดภัยด้านยาเพื่อป้องกันการให้ยาแพ้ซ้ำในแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน” ของโรงพยาบาลขอนแก่น โดยใช้ SAFE-ALLERGY ER Model ครับ

ที่มาและความสำคัญ

จากการทบทวนอุบัติการณ์ในแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน (ER) พบว่ายังคงเกิดการให้ยาแพ้ซ้ำอย่างต่อเนื่อง (ปี 2567 พบ 3 ราย และปี 2568 พบ 2 ราย) แม้จะมีแนวโน้มลดลงแต่ยังสะท้อนถึงช่องว่างในระบบการดูแล สาเหตุเกิดจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งกระบวนการทำงาน บุคลากร การสื่อสาร และเทคโนโลยี โรงพยาบาลจึงมุ่งเป้าไปที่การลดอุบัติการณ์ให้เป็นศูนย์ หรือ Zero Preventable Harm,

รูปแบบการดำเนินงาน (SAFE-ALLERGY ER Model)

การพัฒนาใช้แนวคิดการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง (CQI) ด้วยวงจร PDCA จนเกิดเป็นโมเดลหลักที่ชื่อว่า SAFE-ALLERGY ER Model ซึ่งประกอบด้วย 4 เสาหลัก:

  • S (Standardized Process): กำหนดมาตรฐานตั้งแต่จุดคัดกรอง (Triage) การซักประวัติและบันทึกข้อมูลทันที รวมถึงการตรวจสอบย้อนกลับจากแหล่งข้อมูลอย่างน้อย 2 แหล่ง และยึดหลัก 6R ในการให้ยา
  • A (Allergy Identification): การระบุตัวตนผู้แพ้ยาให้ชัดเจนผ่านสัญลักษณ์ เช่น สายรัดข้อมือหรือป้ายหัวเตียง และแสดงข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ให้เห็นเด่นชัด
  • F (Frontline Safety Culture): สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยผ่านการทำ Medication Safety Round การรายงานอุบัติการณ์ และการสื่อสารแบบเปิดกว้าง (Speak up)
  • E (Electronic System): นำเทคโนโลยีมาช่วยตัดสินใจ เช่น ระบบ CPOE (สั่งยาผ่านคอมพิวเตอร์), ระบบแจ้งเตือนการแพ้ยาแบบ Real-time และระบบตรวจสอบปฏิกิริยาระหว่างยาอัตโนมัติ

ผลสำเร็จของการดำเนินงาน

หลังจากการนำโมเดลนี้มาใช้ ผลลัพธ์ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด:

  1. อัตราการให้ยาแพ้ซ้ำลดลงเหลือ 0 ครั้ง และคงที่ต่อเนื่องยาวนานกว่า 6 เดือน
  2. ความสมบูรณ์ของการบันทึกประวัติแพ้ยา เพิ่มขึ้นจาก 68.2% เป็น 100%
  3. การติดป้ายแสดงข้อมูลแพ้ยาที่ปลายเตียง เพิ่มขึ้นจาก 61.3% เป็น 100%
  4. การปฏิบัติทางด้านความปลอดภัย ในการให้ยาเพิ่มขึ้นเป็น 100%

บทเรียนและปัจจัยความสำเร็จ

ความสำเร็จนี้เกิดจากการสนับสนุนเชิงนโยบายของผู้บริหาร การมีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ และที่สำคัญที่สุดคือ วัฒนธรรมความปลอดภัย (Just Culture) ที่สนับสนุนให้บุคลากรกล้าเรียนรู้จากความผิดพลาดและทำงานร่วมกันเป็นทีม, ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับบริการที่ปลอดภัยและมีคุณภาพตามมาตรฐานสากล (WHO),